วันที่ 17 ก.ย. 63 ที่ศาลจังหวัดลำพูน พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายธนวัฒน์ วงค์ไชย และนายธนาธร วิทยเบญจางค์ 2 นักศึกษาที่ถูกกล่าวหาในคดีฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และพ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ จากการร่วมกิจกรรม #คนลําพูนก็จะไม่ทนโว้ย บริเวณลานเจ้าแม่จามเทวี ที่มีนักเรียน นักศึกษาและประชาชนเข้าร่วมกว่า 500 คน เพื่อแสดงความไม่พอใจรัฐบาลและสนับสนุนข้อเสนอ 3 ข้อของกลุ่มเยาวชนปลดแอก เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 63

ภาพนายธนวัฒน์ วงค์ไชย, นายธนาธร วิทยเบญจางค์ พร้อมด้วยทนายความและอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หลังการส่งฟ้อง วันที่ 17 ก.ย. 63

วันนี้เวลา 8.30 น. นายธนวัฒน์ วงค์ไชย ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองลำพูนก่อน เนื่องจากพนักงานสอบสวนได้แจ้งว่าทางพนักงานอัยการได้สั่งให้ทำการแจ้งข้อกล่าวหากับธนวัฒน์เพิ่มเติม จากเดิมที่เขา ไม่ได้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตเอาไว้ในการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาก่อนหน้านี้ มีเพียงนายธนาธรที่ถูกแจ้งข้อหาดังกล่าว แต่ทางพนักงานอัยการเห็นว่าเมื่อกล่าวหาผู้ต้องหาทั้งสองว่าร่วมกันกระทำความผิด ก็ต้องทำการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาทั้งสองอย่างเดียวกัน

นายธนวัฒน์และทนายความจึงได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในข้อกล่าวหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ธนวัฒน์ได้ให้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา เนื่องจากในการชุมนุม เขาไม่ได้ร่วมปราศรัยและใช้เครื่องขยายเสียงแต่อย่างใด จากนั้นพนักงานสอบสวนได้นำสำนวนคดีไปส่งที่สำนักงานอัยการจังหวัดลำพูน พร้อมกับที่ผู้ต้องหาทั้งสองได้เดินทางเข้ารายงานตัวเพื่อส่งฟ้องตามนัดหมาย

เมื่อพนักงานสอบสวนส่งสำนวนการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแล้ว พนักงานอัยการกลับแจ้งให้พนักงานสอบสวนทำการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาทั้งสองใหม่ โดยปรับเปลี่ยนถ้อยคำในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาให้มีคำว่า “ร่วมกัน” ในส่วนของข้อกล่าวหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตเข้าไป เพื่อให้สำนวนสมบูรณ์ พนักงานสอบสวนจึงได้กลับไปจัดทำบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาและคำให้การผู้ต้องหาทั้งสองที่สภ.เมืองลำพูนอีกครั้ง โดยให้ผู้ต้องหาทั้งสองรออยู่ที่สำนักงานอัยการ

จนกระทั่งเวลาราว 10.30 น. พนักงานสอบสวนได้นำบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาและคำให้การผู้ต้องหาทั้งสองมาให้ผู้ต้องหาลงชื่อรับทราบใหม่อีกครั้ง โดยมีเนื้อหาการแจ้งข้อกล่าวหาไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อวันที่ 20 ส.ค. 63 เพียงแต่ในส่วนของนายธนวัฒน์มีข้อกล่าหาเพิ่มเติมและข้อความว่าร่วมกัน กว่าจะเสร็จสิ้นเป็นเวลาราว 11.00 น. ผู้ต้องหาจึงขอให้ทางอัยการส่งฟ้องผู้ต้องหาในช่วงบ่าย เพื่อให้ได้เตรียมตัวและรับประทานอาหารให้เรียบร้อยก่อนจะถูกคุมขังในห้องขังของศาลจังหวัดลำพูน

ต่อมาเวลา 13.00 น. ผู้ต้องหาทั้งสองและทนายความ พร้อมด้วย ผศ.ดร.นัทมน คงเจริญ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ และ รศ.ดร.เก่งกิจ กิติเรียงลาภ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักวิชาการที่อาสาใช้ตำแหน่งอาจารย์มหาวิทยาลัยในการประกันตัวให้กับนักศึกษาทั้งสองราย หากศาลมีคำสั่งให้ต้องวางหลักประกันตัวในชั้นศาล เดินทางมาที่ศาลจังหวัดลำพูน ศาลได้รับคำฟ้องของพนักงานอัยการไว้เป็นคดีดำเลขที่ อ. 975/2563 โดยมีการบรรยายฟ้องของพนักงานอัยการโดยสรุปว่า

“จากที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งเป็นโรคติดต่อได้ง่าย และเป็นอันตรายอย่างมากต่อชีวิตของผู้ได้รับเชื้อและขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน จนองค์การอนามัยโรคต้องประกาศให้การระบาดของเชื้อไวรัสดังกล่าวเป็นการระบาดใหญ่ และขอให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนบังคับใช้มาตรการที่เข้มงวดเด็ดขาด ประกอบกับมีการกักตุนสินค้าจำเป็นต่อการเฝ้าระวังและควบคุมโรค และเครื่องอุปโภคบริโภค ซึ่งต้องป้องกันมิให้เกิดภาวะขาดแคลน กรณีจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการเร่งด่วนเพื่อรักษาไว้ซึ่งความปลอดภัยของประชาชน จึงได้มีการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และมีการประกาศข้อกำหนด (ฉบับที่ 1) ข้อ 5 ห้ามการชุมนุม ทำกิจกรรม หรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ และมีการต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ คราวที่ 3 ระหว่างวันที่ 1 ก.ค. 63 – 31 ก.ค. 63

อีกทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดลำพูน ได้ออกคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดลำพูน ที่ 5/2563 เรื่อง ห้ามการชุมนุม การทำกิจกรรม หรือการมั่วสุม ณ ที่ใดๆ ในสถานที่แออัด หรือในสถานที่อื่นใด และจำเลยทั้งสองกับพวกได้ทราบประกาศดังกล่าวแล้ว

ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 63 จำเลยทั้งสองกับพวกอีกหลายคนซึ่งหลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้องได้ร่วมกันชุมนุม มั่วสุม ชักชวนนักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไปเข้าร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐบาล โดยมีการใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โฆษณาปราศรัยเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดคุกคามประชาชน ให้ยุบสภา และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมกับชักชวนให้ผู้ร่วมชุมนุมชูมือสามนิ้วเพื่อเป็นสัญลักษณ์ต่อต้านและขับไล่รัฐบาล อันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง บริเวณลานอนุสาวรีย์เจ้าแม่จามเทวี อยู่ติดกับตลาดโต้รุ่งและตลาดหนองดอก อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนและสถานที่แออัด อันเป็นการเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดลำพูน และเป็นท้องที่ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

ทั้งนี้ ในตอนท้ายคำฟ้องดังกล่าวพนักงานอัยการจังหวัดลำพูนยังได้บรรยายฟ้องว่า 

อนึ่ง การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองดังกล่าว นอกจากจะเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายแล้ว ยังส่งผลให้มาตรการที่รัฐบาลกำหนดให้ประชาชนปฏิบัติเพื่อแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอศาลลงโทษจำเลยสถานหนัก

เพื่อมิให้จำเลยกระทำความผิดซ้ำอีกซึ่งอาจเป็นภยันตรายแก่บุคคลและเพื่อความปลอดภัยของประชาชนโดยส่วนรวม จึงขอศาลได้โปรดมีคำสั่งให้บังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยกับจำเลย โดยห้ามมิให้จำเลยออกนอกเขตเคหสถาน หรือห้ามเข้าเขตกำหนด หรือห้ามมิให้เข้าไปในท้องที่ หรือสถานที่ที่กำหนด หรือมีคำสั่งให้จำเลยทำทัณฑ์บนโดยกำหนดจำนวนเงินไม่เกินกว่าห้าหมื่นบาท โดยจะมีคำสั่งให้มีประกันด้วยหรือไม่ก็ได้ และหากจำเลยไม่ยอมทำทัณฑ์บนหรือหาประกันไม่ได้ ขอศาลได้โปรดมีคำสั่งกักขังจำเลย ไว้จนกว่าจะทำทัณฑ์บน หรือหาประกันได้

ภาพบรรยากาศการชุมนุม #คนลําพูนก็จะไม่ทนโว้ย เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 63

หลังได้รับทราบคำฟ้องของอัยการแล้ว ทนายความและจำเลยทั้งสองได้ยื่นขอให้ศาลจังหวัดลำพูนปล่อยตัวโดยไม่ต้องวางหลักทรัพย์ประกันตัว โดยมีเหตุผลประกอบในคำร้องขอปล่อยตัวโดยสรปุว่า จำเลยทั้งสองยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวหามาตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน อีกทั้งคดีของจำเลยมีหนทางจะต่อสู้คดีทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โดยจำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาถิ่นฐานที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน และจำเลยทั้งสองยังเป็นนักศึกษาที่ไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนีใดๆ จำเลยทั้งสองเป็นเพียงบุคคลธรรมดาไม่สามารถไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐานในคดีได้ หากจำเลยทั้งสองไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในครั้งนี้จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก หลังจากยื่นคำร้องดังกล่าวแล้วจำเลยทั้งสองรายได้ถูกนำตัวไปควบคุมไว้ที่ห้องควบคุมตัวของศาลจังหวัดลำพูน ระหว่างรอคำสั่งของศาล

ต่อมาเวลาประมาณ 15.30 น. หลังศาลได้พิจารณาคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่มีหลักประกันของจำเลยทั้งสองแล้ว ศาลได้มีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองทำสัญญาประกันตัวโดยไม่ต้องวางหลักทรัพย์ประกันตัว ให้จำเลยเดินทางมาตามนัดหมายของศาลทุกครั้ง ศาลได้นัดพร้อมและถามคำให้การจำเลยทั้งสองต่อไปในวันที่ 27 ต.ค. 63 เวลา 9.00 น. หากจำเลยทั้งสองผิดสัญญาประกันไม่มาศาลตามนัด ให้ปรับเป็นเงินจำนวน 20,000 บาท ก่อนปล่อยตัวจำเลยให้เดินทางกลับไป

ทั้งนี้ คดีการชุมนุมทางการเมืองที่ถูกกล่าวหาในข้อหาตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ คดีที่สอง ซึ่งมีรายงานการส่งฟ้องคดีต่อศาล โดยจากข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ขณะนี้มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนอย่างน้อย 73 คน ในจำนวน 21 คดี