จากที่วานนี้ (14 ส.ค. 63) นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ “เพนกวิน” นักศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วัย 22 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตามหมายจับในคดีชุมนุมของกลุ่มเยาวชนปลดแอก ก่อนถูกนำตัวไป สน.สำราญราษฎร์ แจ้งข้อกล่าวหา 10 ข้อหา โดยเขาปฏิเสธกระบวนการที่เกิดขึ้น ตำรวจจาก สน.ปทุมวัน ยังเดินทางมาแจ้งข้อกล่าวหาในคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อีก 2 คดีรวด จากการทำกิจกรรมเรียกร้องความเป็นธรรมให้ “วันเฉลิม” และกิจกรรมอ่านประกาศคณะราษฎรเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 63 จนถึงเวลาเกือบเที่ยงคืน ก่อนนายพริษฐ์ ชิวารักษ์จะถูกควบคุมตัวไว้ที่ สน.สำราญราษฎร์ตลอดทั้งคืน (รายงานก่อนหน้านี้)

ภาพนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน หลังได้รับการปล่อยตัวจากศาลอาญาวันที่ 15 ส.ค. 63

ต่อมา วันที่ 15 ส.ค. 63 เวลาประมาณ 8.20 น. พนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ ได้นำตัวนายพริษฐ์เดินทางมายื่นคำร้องขอฝากขังที่ศาลอาญา โดยพบว่าที่บริเวณศาลอาญามีการปิดกั้นประตูทางเข้าโดยรอบเหลือเพียงทางเข้าเดียว และมีการวางกำลังตำรวจในเครื่องแบบอย่างเข้มงวด ซึ่งบริเวณทางเข้าทางเดียวที่เหลืออยู่ได้มีตำรวจคอยตรวจตราและได้แจ้งกับทนายความและผู้สังเกตการณ์ว่าห้ามไม่ให้บุคคลภายนอกเข้า ห้ามพกกล้องถ่ายรูป, โทรศัพท์มือถือ หรือทำการไลฟ์สด อีกทั้งในบริเวณรั้วศาลมีการวางแผงเหล็กกั้นอีกชั้นหนึ่ง พร้อมตั้งโต๊ะตรวจบัตรประชาชนเพื่อลงทะเบียนผู้ที่เข้าไปภายในศาลวันนี้ พร้อมวางกำลังตำรวจไม่น้อยกว่า 1 กองร้อยไว้ทั่วบริเวณศาล 

โดยผู้สังเกตการณ์เห็นว่ามีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบไม่น้อยกว่า 40 นาย กระจายตัวอยู่ภายในบริเวณรั้วศาล โดยที่ประชาชนที่มาให้กำลังใจนายพริษฐ์ต้องรออยู่บริเวณฟุตบาทด้านนอกรั้วหน้าศาลอาญา 

สำหรับกระบวนการฝากขังที่ศาลอาญา พ.ต.อ.หญิงจิตติมา ธงไชย พนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ ได้ยื่นคำร้องขอฝากขัง โดยระบุเหตุจำเป็นที่จะต้องฝากขังนายพริษฐ์ว่า เนื่องจากอำนาจควบคุมตัว 48 ชั่วโมงของพนักงานสอบสวนจะครบกำหนดในวันที่ 16 ส.ค. 63 ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ แต่การสอบสวนของพนักงานสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ ยังต้องทำการสอบสวนพยานอีกจำนวน 15 ปาก และรอผลการตรวจสอบประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหามาประกอบสำนวนการสอบสวน จึงมีเหตุต้องขอฝากขังผู้ต้องหามีกำหนด 12 วัน ระหว่างวันที่ 15 – 26 ส.ค. 63 

ภาพการปิดกั้นทางเข้าออกศาลอาญา ทำให้ทนายความไม่สามารถเข้าได้ตามปกติ

ด้านนายพริษฐ์ได้แถลงคัดค้านการฝากขังของพนักงานสอบสวนตามคำร้องคัดค้านการฝากขังที่ได้ยื่นต่อศาล โดยมีเนื้อหาสรุปว่า 

การที่พนักงานสอบสวนไม่สามารถสรุปสำนวนคดีภายในเวลา 48 ชั่วโมง ส่งให้กับอัยการได้นั้นไม่ใช่เหตุที่จะคุมขังผู้ต้องหาไว้ได้ ทั้งพยานที่พนักงานสอบสวนยังต้องสอบสวน ผู้ต้องหาก็ไม่ทราบว่าคือผู้ใด และการตรวจสอบประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหาก็เป็นการดำเนินการภายในของพนักงานสอบสวน ผู้ต้องหาจึงไม่อาจไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานใดๆ ได้อีก การปล่อยตัวผู้ต้องหาจึงไม่เป็นอุปสรรคและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวน อีกทั้งผู้ต้องหามีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน และพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนผู้ต้องหาเสร็จแล้ว การสอบสวนคดีในส่วนที่เหลือและการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ล้วนเป็นกระบวนการภายในของพนักงานสอบสวน 

ทั้งนี้ ผู้ต้องหาขอยืนยันเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ อันเป็นเครื่องมือในการแสดงออกซึ่งเจตจำนงอย่างเสรีของพลเมือง ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย สะท้อนวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย การแสดงเจตจำนงต่อรัฐบาลเป็นหนึ่งในกลไกการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินได้ในระดับหนึ่ง ท้ายคำร้องยังระบุว่า การที่พนักงานสอบสวนนําตัวผู้ต้องหามาฝากขังโดยอ้างว่าผู้ต้องหาจะไปร่วมกิจกรรมอื่นใดในอนาคต ก็เป็นไปเพื่อให้เข้าเหตุตามกฎหมายว่า “จะไปก่อเหตุภยันตรายประการอื่น” เท่านั้น ซึ่งเป็นการหยิบยกอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาเพื่อประโยชน์ในเชิงคดีของพนักงานสอบสวนผู้ร้องเท่านั้น และเป็นการกระทําที่มุ่งจะแทรกแซงยับยั้งการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ จึงขอให้ศาลยกคำร้องของพนักงานสอบสวนและปล่อยตัวผู้ต้องหา  ทั้งนี้ ผู้ต้องหาได้ขอให้ศาลเรียกพนักงานสอบสวนมาชี้แจงเหตุจำเป็นและพยานหลักฐานในการขอออกหมายขังผู้ต้องหาด้วย 

ภาพประชาชนที่เดินทางมาให้กำลังใจนายพริษฐ์ แต่ไม่สามารถเข้าไปภายในศาลอาญาได้

ต่อมาเวลา 10.00 น. ศาลอาญาได้เริ่มไต่สวนคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ โดยมีพยานเข้าเบิกความจำนวน 2 ปาก ได้แก่ พ.ต.ท.หญิงจิตติมา ทรงไชย พนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ และ พ.ต.อ.นำเกียรติ ธีระโรจนพงษ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล 2 คณะพนักงานสอบสวนในคดีนี้ โดยทั้งสองได้เบิกความยืนยันเหตุที่ต้องฝากขังตามคำร้องฝากขังที่ได้ยื่นต่อศาลไปแล้ว การไต่สวนและถามค้านของทนายความผู้ต้องหาดำเนินไปจนถึงเวลาประมาณ 12.00 น.จึงเสร็จสิ้น 

จากนั้นเวลา 13.12 น. ศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังตามที่พนักงานสอบสวนร้องขอ ทนายความจึงได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวระหว่างการสอบสวน โดยใช้ตำแหน่งของ ผศ.ดร. อดิศร จันทรสุข ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นหลักประกัน

ล่าสุดเวลา 14.39 น. ศาลอาญาอนุญาตให้ประกันตัว นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ โดยไม่ต้องมีหลักประกัน แต่กำหนดเงื่อนไขว่าห้ามกระทำการใดๆ ในลักษณะเดียวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้ ไม่เช่นนั้นจะถือว่าผิดสัญญาประกัน และหากผิดสัญญาประกันจะปรับเป็นเงิน 1 แสนบาท

 

ภาพนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หน้าศาลอาญาวันที่ 8 ส.ค. 63

ตั้งข้อกล่าวหาละเมิดอำนาจศาลจากการให้กำลังใจอานนท์และภาณุพงษ์ 

ปรากฏว่าเวลา 12.30 น. หลังการไต่สวนคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวน ศาลอาญาได้ทำการแจ้งข้อกล่าวหานายพริษฐ์ ชิวารักษ์หรือ เพนกวิน ในข้อกล่าวหาละเมิดอำนาจศาล จากการติดตามให้กำลังใจ นายอานนท์ นำภา และนายภาณุพงษ์ จาดนอก ที่ถูกจับกุมตัวในวันที่ 7 ส.ค. 63 และถูกส่งตัวมาฝากขังที่ศาลอาญาเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 63 โดยมีผู้อำนวยการศาลอาญาเป็นผู้กล่าวหา และศาลได้นัดหมายไต่สวนข้อกล่าวหาละเมิดอำนาจศาลในวันที่ 11 ก.ย. 63 เวลา 9.00 น. 

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 63 นายชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา เคยตอบคำถามนักข่าวเรื่องผู้ชุมนุมหน้าศาลอาญาว่า บางเรื่องไม่ควรพูดเรื่องผิดถูกแต่ใช้หลักรัฐศาสตร์บางทีก็ดีกว่าหลักนิติศาสตร์ ตนก็ยืนยันว่าจะมองแบบหลักรัฐศาสตร์ (รายงานข่าวไทยโพสต์) 

การตั้งข้อหาละเมิดอำนาจศาลกับนายพริษฐ์จึงแย้งกับสิ่งที่อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาให้สัมภาษณ์ในวันนั้น

 

ภาพการค้นบ้านของนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ (จากเพจ แนวร่วมนิสิตมมส.เพื่อประชาธิปไตย)

ตรวจค้นบ้านไม่พบพยานหลักฐานหรือสิ่งผิดกฎหมาย 

ช่วงเวลาเดียวกันกับที่มีการนำตัวนายพริษฐ์ไปยื่นคำร้องขอฝากขังที่ศาล 

ในเวลาประมาณ 10.10 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจราว 5 นายและเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบไม่ทราบสังกัดราว 20 นาย ได้นำหมายค้นของศาลอาญา เข้าค้นบ้านพักของนายพริษฐ์ ใกล้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต โดยมีเพื่อนของนายพริษฐ์และทนายความเป็นพยานในการตรวจค้นด้วย หลังการตรวจค้นราว 30 นาทีเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่พบสิ่งผิดกฎหมายหรือสิ่งของที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีตามหมายค้น หรือสิ่งของที่มีไว้เป็นความผิดตามกฎหมายอื่น ก่อนจัดทำบันทึกการตรวจค้นไว้เป็นหลักฐาน พร้อมกับให้เพื่อนของนายพริษฐ์และทนายความลงชื่อไว้เป็นพยาน