14 ส.ค. 63 นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ “เพนกวิน” นักศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วัย 22 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตามหมายจับในคดีชุมนุมของกลุ่มเยาวชนปลดแอก ก่อนถูกนำตัวไปสน.สำราญราษฎร์ แจ้งข้อกล่าวหา 10 ข้อหา โดยเขาปฏิเสธกระบวนการที่เกิดขึ้น ตำรวจจากสน.ปทุมวัน ยังเดินทางมาแจ้งข้อกล่าวหาในคดีฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อีก 2 คดีรวด จากการทำกิจกรรมเรียกร้องความเป็นธรรมให้ “วันเฉลิม” และกิจกรรมอ่านประกาศคณะราษฎรเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 63 ตำรวจเตรียมนำตัวขออำนาจศาลฝากขังต่อไป

เมื่อเวลาประมาณ 16.20 น. บริเวณย่านเมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี พริษฐ์ได้ถูกชุดเจ้าหน้าที่ตำรวจขับรถเข้าปาดหน้าและเข้าล้อมรถของเขาและเพื่อน ก่อนมีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบจำนวนมาก และเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบ 1 นาย เข้าแสดงตัว นำโดยสารวัตรกองกำกับการสืบสวน 4 กองบังคับการสืบสวนนครบาล เจ้าหน้าที่ได้แสดงหมายจับของศาลอาญาที่ 1172/2563 โดยเป็นหมายจับในคดีจากกการชุมนุมของกลุ่มเยาวชนปลดแอก เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 63 เช่นเดียวกันกับอานนท์ นำภา และภานุพงศ์ จาดนอก ซึ่งถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ โดยพริษฐ์ไม่ได้ถูกออกหมายเรียกมาก่อนหน้านี้เช่นกัน

เจ้าหน้าที่ได้อ่านข้อกล่าวหาในหมายจับ และระบุจะจับกุมไปยังสน.สำราญราษฎร์ พริษฐ์ได้แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าเขาไม่ยอมรับกระบวนการที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่คุกคามประชาชน เจ้าหน้าที่จึงระบุหากขัดขืนจะเป็นการขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ก่อนจะตัดสินใจอุ้มตัวพริษฐ์โดยเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบประมาณ 4 นาย ขึ้นรถยนต์ที่ไม่มีตราสัญลักษณ์ของตำรวจ เลขทะเบียน “งจ 2664 กรุงเทพ” นำตัวไปทำบันทึกการจับกุมที่สน.ปากเกร็ด ก่อน

 

 

จากนั้นเวลา 18.30 น. เจ้าหน้าที่นำตัวพริษฐ์มาถึงสน.สำราญราษฎร์ โดยมีมารดาติดตามมาที่สถานีตำรวจด้วย

จนเวลา 19.08 น. หลังทนายความเดินทางมาถึง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เริ่มอ่านบันทึกการจับกุม โดยมีการถ่ายวีดิโอเอาไว้ตลอด และยังแจ้งว่าจะย้ายตัวผู้ต้องหาไปแจ้งข้อกล่าวหาที่สน.ตลิ่งชัน โดยอ้างว่าทางตำรวจจาก สน.ตลิ่งชัน เป็นชุดคณะพนักงานสอบสวนในคดีนี้ แต่พริษฐ์และทนายความยืนยันที่จะให้แจ้งข้อหาที่ สน.สำราญราษฎร์ ซึ่งเป็นสถานีตำรวจที่มีอำนาจดูแลสถานที่เกิดเหตุอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน ด้านหน้าสถานีตำรวได้มีประชาชนและนักกิจกรรมกว่า 100 คน ทยอยเดินทางมาให้กำลังใจและเรียกร้องให้ปล่อยตัวพริษฐ์ ท่ามกลางสายฝน

ต่อมามีรายงานประมาณ 19.00 น. ว่าได้มีชายนอกเครื่องแบบ ระบุตนเป็นตำรวจ 2 นาย เดินเข้ามาแจ้งกับเพื่อนของพริษฐ์ ว่าพริษฐ์อยากจะได้โทรศัพท์มือถือ โดยจะพาเข้านำไปให้ทางด้านหลังสน. แต่เพื่อนของพริษฐ์ยืนยันจะเข้าด้านหน้าเท่านั้น เจ้าหน้าที่จึงเดินจากไป ต่อมาเมื่อตรวจสอบกับพริษฐ์ เขายืนยันว่าไม่ได้แจ้งขอโทรศัพท์กับเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด

 

 

เวลา 19.45 น. ประชาชนได้เข้าเจรจากับตำรวจ เรียกร้องขอเข้าไปรอให้กำลังใจพริษฐ์บริเวณพื้นที่ภายในสถานีตำรวจ และอยากขอใช้ห้องน้ำ รวมทั้งมีกระแสไม่พอใจที่มีข่าวว่าจะนำตัวพริษฐ์ไปสอบสวนที่ สน.ตลิ่งชัน ประชาชนบางส่วนจึงได้ยกแผงรั้วที่เจ้าหน้าที่นำมาตั้งออก แล้วเข้าไปอยู่ในบริเวณหน้าสถานีตำรวจ

นอกจากนั้น พริษฐ์ยังได้ฝากข้อความเผยแพร่กับประชาชน โดยยืนยันปฏิเสธกระบวนการอันไม่เป็นธรรมในวันนี้ และยืนยันข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อ ที่มีการเสนอในเวที “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 63 ที่ผ่านมา

เวลา 20.15 น. พล.ต.ต.สมประสงค์ เย็นท้วม รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้ชี้แจงกับประชาชนที่รวมตัวกันว่าคดีนี้เป็นอำนาจการสอบสวนของคณะพนักงานสอบสวนที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ตั้งขึ้น  และจะไม่นำตัวไปที่สน.ตลิ่งชัน แต่ภายหลังการสอบสวน จะนำตัวไปฝากขังที่ศาลอาญาต่อไป

 

 

ด้านในสถานีตำรวจ เวลา 19.40 น. พนักงานสอบสวนได้อ่านบันทึกจับกุมเสร็จสิ้น โดยพริษฐ์ปฏิเสธจะพิมพ์ลายนิ้วมือและลงลายมือชื่อ ทางได้ตำรวจได้ให้แพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจมาตรวจร่างกายพริษฐ์ด้วย

ต่อมา พ.ต.ท.ภาสกร สมุทรคีรี รองผู้กำกับสอบสวนสน.สำราญราษฎร์ ได้เป็นผู้แจ้งข้อกล่าวหากับพริษฐ์ ทั้งหมด 10 ข้อกล่าวหา โดย 8 ข้อกล่าวหาเป็นข้อหาเดียวกันกับอานนท์และภานุพงศ์ ได้แก่ ข้อหายุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215, กีดขวางทางสาธารณะ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 385, ฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เรื่องการชุมนุมมั่วสุม, ฝ่าฝืนพ.ร.บ.โรคติดต่อฯ, วางสิ่งของกีดขวางทางจราจร ตาม มาตรา 114 ของพ.ร.บ.จราจรฯ, ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ, พ.ร.บ.ความสะอาดฯ มาตรา 19

ตำรวจยังแจ้งข้อหาพริษฐ์เพิ่มเติมอีก 2 ข้อหา ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 391 ใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 368 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน

 

 

ข้อกล่าวหา 9 ข้อหาแรกเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ชุมนุมเยาวชนปลดแอกเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 63 ส่วนข้อกล่าวหาสุดท้ายเกิดขึ้นหลังจากพริษฐ์ปฏิเสธจะพิมพ์ลายนิ้วมือในคดีนี้ เจ้าหน้าที่จึงเห็นว่าเป็นการขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน พริษฐ์ได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และปฏิเสธจะลงลายมือชื่อในบันทึกการแจ้งข้อหาอีกด้วย

จนเวลา 22.20 น. พ.ต.ท.เจริญสิทธิ์ จงอิทธิ รองผู้กำกับสอบสวนสน.ปทุมวัน ได้มาเป็นผู้แจ้งข้อกล่าวหากับพริษฐ์ในอีก 2 คดี ซึ่งเขาถูกออกหมายจับก่อนหน้านี้ หลังจากอารยะขัดขืนไม่ยอมรับหมายเรียกของตำรวจ ได้แก่ คดีทำกิจกรรม #Saveวันเฉลิม ทวงความเป็นธรรมให้กับการบังคับสูญหายไปของนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ บริเวณหน้าหอศิลป์กรุงเทพ เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 63 และคดีการทำกิจกรรมอ่านประกาศคณะราษฎร บริเวณสกายวอร์คมาบุญครอง เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 63

ทั้งสองคดีนี้พริษฐ์ถูกแจ้งข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดเรื่องการชุมนุมมั่วสุม ตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยในคดีหลัง ยังถูกแจ้งข้อกล่าวหาการใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต, ข้อหาโปรยใบปลิวโดยไม่ได้รับอนุญาต และกระทำการตากวางหรือแขวนสิ่งใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพ.ร.บ.ความสะอาดฯ อีกด้วย พริษฐ์ได้ให้การปฏิเสธในทั้งสองคดี ทางพนักงานสอบสวนได้นัดหมายส่งสำนวนคดีให้อัยการต่อไปในวันที่ 8 ก.ย. 63

รวมแล้วทำให้วันนี้ พริษฐ์ถูกแจ้งข้อกล่าวหาใน 3 คดี และเขาจะถูกควบคุมตัวไว้ที่สน.สำราญราษฎร์ต่อ โดยตำรวจมีอำนาจในการควบคุมตัว 48 ชั่วโมงหลังจับกุม และจะมีการนำตัวไปขออำนาจศาลอาญาในการฝากขังในวันพรุ่งนี้ต่อไป

 

.

ส่วนด้านหน้าสถานีตำรวจ ในช่วงคืนนี้ได้มีนักกิจกรรม นักวิชาการ นักการเมือง และประชาชน ทยอยเดินทางมาติดตามการจับกุมพริษฐ์ กว่า 300 คน โดยทางกรุงเทพมหานครมีการนำรถสุขามาให้บริการ ขณะเดียวกันด้านถนนบำรุงเมือง มีการนำกำลังตำรวจจากอีกหลายสถานีตำรวจ เดินทางมาโดยรถตู้ไม่ต่ำกว่า 10 คน เข้ามาประจำการในบริเวณสน.สำราญราษฎร์ อีกด้วย

 

ดูลำดับเหตุการณ์การจับกุมภานุพงศ์และอานนท์เพิ่มเติมใน

27 ชั่วโมงของการคุมตัว “อานนท์-ภานุพงศ์” คดีชุมนุมเยาวชนปลดแอก ก่อนได้ประกัน